สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้ทางกระทรวงสาธารณสุข และทางเขตร้อน ไม่แนะนำให้กินยาป้องกันมาลาเรียในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยก็เพราะว่าความเสี่ยงที่จะติดมาลาเรียมีน้อยมาก ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยต่อว่าที่ว่ามันน้อยมากนะ มันน้อยแค่ไหน และวัดกันได้อย่างไร เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ
แต่ก่อนอื่น มีบางประเด็นที่อยากจะให้ทำความเข้าใจก่อนครับ
1. ความเสี่ยงในการติดเชื้อมาลาเรียของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยมากมาย คือ
– สถานที่ที่จะไป ความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันครับ ขึ้นอยู่กับความชุกของโรคและความหนาแน่นของยุงบริเวณดังกล่าว แต่ถ้าคิดง่ายๆ ถ้าเราไปเที่ยวในบริเวณที่คนไปเที่ยวกันมากๆ หรือเจริญเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แล้ว โอกาสติดน้อยครับ ถ้าเราไปเที่ยวที่ยังเป็นป่าลึก ที่ยังไม่มีใครเคยไปสำรวจ โอกาสติดก็จะมากกว่าครับ
– ฤดูกาลที่ไป ถ้าเราไปเที่ยวในฤดูฝน โอกาสติดมาลาเรียจะสูงกว่าการไปเที่ยวในฤดูร้อน หรือฤดูหนาวครับ เนื่องจากยุงเจริญเติบโตได้ดีในฤดูฝน
– ระยะเวลาที่ไป อันนี้ตรงไปตรงมาครับ ถ้าเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดมาลาเรียนาน โอกาสจะติดมาลาเรียก็ย่อมมากกว่าผู้ที่เข้าไปในระยะเวลาสั้น
– กิจกรรมที่ทำเวลาท่องเที่ยว เนื่องจากยุงก้นปล่องที่นำเชื้อมาลาเรีย มักออกหากินเวลากลางคืน โดยเฉพาะเวลาพลบค่ำหรือย่ำรุ่ง ดังนั้นนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางที่มีกิจกรรมในเวลาดังกล่าว เช่นมีการเล่นแค้มป์ไฟ ส่องสัตว์ เดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ย่อมมีโอกาสถูกยุงกัดและมีโอกาสเป็นมาลาเรียได้มาก ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ยากันยุงครับ
– การป้องกันไม่ให้ยุงกัด เป็นสิ่งที่ต้องแนะนำกันทุกครั้งครับ เพราะเป็นสิ่งสำคัญมาก ลองคิดดูนะครับถ้าเราป้องกันไม่ให้ยุงกัดได้ เราก็จะป้องกันมาลาเรียได้นั่นเอง แต่อาจจะมีคำถามกลับมาว่า ใครจะป้องกันยุงได้ 100 % โอเค ครับมันอาจจะป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่รับรองได้ว่าถ้าไปเที่ยวด้วยกันแล้วคนกลุ่มหนึ่งนอนกางมุ้ง และใช้ยากันยุงตลอด โอกาสติดมาลาเรียจะน้อยกว่าคนที่ไม่ใช้ยากันยุงเลย และนอนตากยุงครับ
– ปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่น อายุ เพศ สารเคมีและภูมิคุ้มกันของร่างกาย ฯลฯ เชื่อว่าอาจจะมีผลบ้างต่อการติดเชื้อมาลาเรีย แต่เชื่อว่ามีผลน้อยมากครับเมื่อเทียบกับในข้อต้นๆ ครับ โดยเฉพาะเรื่องของภูมิคุ้มกัน คนที่จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคมาลาเรียได้ต้องอยู่ในแหล่งที่มีการระบาดของโรคมาลาเรียสูง และต้องเคยเป็นมาลาเรียมาหลายครั้งมาก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเฉพาะในแอฟริกา เราต้องถือว่าคนไทยเราโดยทั่วไปไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคมาลาเรียครับ
2. การจะบอกอัตราเสี่ยง (Risk) ว่าในการติดเชื้อมาลาเรียในการเดินทางท่องเที่ยวในที่ใดที่หนึ่ง อย่างน้อยที่สุดเราต้องรู้ตัวเลข 2 ตัวคือ 1. จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ และ 2. จำนวนคนที่เป็นมาลาเรียจากการเดินทางท่องเที่ยวในที่นั้นๆ จะเริ่มเห็นภาพใช่ไหมครับว่า ตัวเลขทั้ง 2 ไม่ได้เป็นตัวเลขที่หามาได้ง่าย และมีความหลากหลายอยู่มาก เช่นเราต้องการรู้ว่าไปเที่ยวและค้างที่เขาใหญ่มีโอกาสติดมาลาเรียมากแค่ไหน ถ้าเราอยากรู้จริงๆ เราต้องได้ตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเขาใหญ่ทั้งหมด (ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนเข้าไปเที่ยวเขาใหญ่และอยู่นานไม่เท่ากัน และมีปัจจัยอื่นๆไม่เหมือนกัน) และต้องได้ตัวเลขของคนที่ติดมาลาเรียจากเขาใหญ่ ซึ่งหาได้ยากมากครับ เพราะนักท่องเที่ยวเที่ยวเสร็จ ถ้าติดมาลาเรียจริง จะมีอาการเมื่อพ้นระยะฟักตัวคือประมาณ 2 อาทิตย์-2เดือนหลังจากเที่ยวเขาใหญ่ ซึ่งแต่ละคนจะไปป่วยในที่ต่างๆกัน การจะรวบรวมข้อมูลจึงเป็นไปได้ยาก
3 ตัวเลขการประมาณความเสี่ยงที่จะกล่าวต่อไป ต่างๆ เช่น โอกาสติด 1% หรือ 1 ใน 1,000 ส่วนใหญ่เป็นตัวเลขที่ได้จากการศึกษาวิจัย แล้วนำมาคำนวน เป็นตัวเลขแบบคร่าวๆ ทำให้เราพอเห็นภาพเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงเท่านั้นจริงๆ เพราะจะมีปัจจัยต่างๆมากมายที่ทำให่้ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังที่ได้เล่าให้ฟังแล้วในข้อ 1,2
โอกาสที่ใครสักคนจะติดเชื้อมาลาเรียจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นเท่าไร คำถามนี้คงต้องอาศัยหลักฐานจากงานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นมาช่วยกันตอบครับ ถ้าจะตอบแบบง่ายที่สุด แบบที่ผมชอบใช้ในการให้คำปรึกษาโดยเฉพาะในนักท่องเที่ยวต่างชาติคือ โอกาสติดน้อยมาก อยู่ในระดับประมาณ 1:10,000 คือมาเที่ยว 10,000 คน ติดมาลาเรียแค่ 1 คน ตามหลักฐานดังนี้
1 มีงานวิจัยจากประเทศอังกฤษ ตีพิมพ์ในวารสาร Trans R Soc Trop Med Hyg ในปี 1966 ศึกษาในนักท่องเที่ยวอังกฤษพบว่า โอกาสติดมาลาเรียในประเทศไทยเท่ากับ 1:12,254
2 มีรายงานในปี 2005 ตีพิมพ์ในวารสาร Emerging Infectious Diseases ประมาณว่าโอกาสติดมาลาเรียในประเทศไทยเท่ากับ 1:50,000
3. ตัวเลขจากโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ซึ่งเป็นศูนย์การรักษาโรคมาลาเรีย พบว่าในช่วงเวลา 6 ปี (ปี 2000-2005) พบนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ป่วยเป็นมาลาเรีย 21 ราย แต่มีแค่ 3 รายเท่านั้นที่ติดมาลาเรียจากในประเทศไทย ที่เหลือติดมาจากประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศพม่า ลาว อินเดีย
4. มีตัวเลขจาก GeoSentinel Surveillance Network ซึ่งเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังโรคในนักท่องเที่ยว ซึ่งมีสถาบันการศึกษากว่า 40 แห่งทั่วโลกเป็นสมาชิก พบว่าในปี 1996-2008 พบว่ามีรายงานนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อมาลาเรียจากประเทศไทย เพียง 15 คน
ถ้าหันมาดูคนไทยบ้าง จากตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าในแต่ละปีจะมีคนไทยติดเชื้อมาลาเรียปีละ 20,000-40,000 คน แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนไทยที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในดงมาลาเรีย ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวเป็นครั้งคราว เราไม่ทราบจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่ติดเชื้อมาลาเรียจากการเที่ยวจริงๆว่ามีเท่าไรแน่ในแต่ละปี แต่ประมาณว่าน่าจะน้อย อาจจะเป็นระดับหลักสิบหรือร้อย ต่อให้แย่ที่สุดคงไม่น่าถึงระดับพันคนต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบจำนวนนี้กับคนไทยที่เข้าไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติกว่า 8-9 ล้านคนต่อปี จะพบว่ามีโอกาสเสี่ยงน้อยมาก อาจเป็นระดับ 1:1,000-1:10,000
อย่าลืมว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นผลจากการคำนวนในภาพรวม ซึ่งไม่ได้บ่งถึงความเสี่ยงในแต่ละบุคคล เพราะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกมากดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
เมื่อเห็นตัวเลขในภาพรวมคงพอบอกได้คร่าวๆนะครับว่าโอกาสติดเชื้อมาลาเรียจากการท่องเที่ยวในประเทศไทยมีน้อยมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่แนะนำให้กินยาป้องกันมาลาเรียครับ แต่ถ้ามีการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง แนะนำให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาเป็นรายๆไปครับ เพราะหลายๆกรณีการกินยาป้องกันมาลาเรียเป็นทางเลือกที่ดี
เอกสารอ้างอิง
- Hill DR, et al. The Risk of malaria in travellers to Thailand. Trans R Soc Trop Med Hyg 1996; 90:680-1.
- Asking HH, et al. Malaria risk in travelers. Emerg Infect Dis 2005; 11:436-441.
- Piyaphanee W , et al. Travelers’ malaria at the hospital for tropical diseases, Bangkok, Thailand. A 6 Year review (2000-2005). KJP 2006; 44(3): 229-232.
- Personal email communication.









